วันตรุษไทย ประเพณีทำบุญวันสิ้นปี สมัยโบราณ

รูปภาพ

วันตรุษไทย ประเพณีทำบุญวันสิ้นปี สมัยโบราณ

หากเอ่ยถึง “วันตรุษไทย” หลายคนคงไม่คุ้นเคยเท่ากับ “วันตรุษจีน” ทั้งที่ วันตรุษไทย ก็เป็นวันสำคัญของไทยที่มีประเพณีสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

วันตรุษไทย ตรงกับวันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๔ และวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ รวม ๓ วัน โดยถือเอาวันแรก คือ วันแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันจ่าย เพื่อตระเตรียมสิ่งของไว้ทำบุญ และวันที่ ๒ คือ วันแรม ๑๕ ค่ำ เป็นวันทำบุญตักบาตร มีการละเล่นสนุกสนานตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งจะเล่นกันจนถึงวันที่ ๓ คือวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕

ทั้งนี้ คำว่า ตรุษ เป็นคำไทยที่แผลงมาจากภาษาสันสกฤต มี ๒ ความหมาย โดยความหมายแรก แปลว่า ตัด หรือขาด หมายความถึง วันตรุษไทยที่มีนัยว่าตัดปีเก่าที่ล่วงมาแล้วให้ขาดไป ส่วนอีกความหมายหนึ่ง ตรุษ แปลว่า ความยินดี ความรื่นเริงใจ ความบันเทิงใจ ซึ่งหมายถึง วันตรุษสงกรานต์ หรือวันสงกรานต์ ที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย ทำให้วันตรุษไทยเปรียบเสมือนวันสิ้นปี หรือเป็นประเพณีทำบุญส่งท้ายปีเก่านั่นเอง

แต่ด้วยความที่วันตรุษไทยมักจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งใกล้กับ วันสงกรานต์ ทำให้ปัจจุบันการจัดงาน วันตรุษไทย ถูกรวบยอดไปจัดในวันสงกรานต์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนไทยจึงไม่ค่อยรู้จัก วันตรุษไทย

• ประวัติ “วันตรุษไทย”

ว่ากันว่า ประเพณีวันตรุษ แต่เดิมเป็นของพวกอินเดียฝ่ายใต้ เมื่อพวกทมิฬได้มาครองเมืองลังกา ก็ได้นำพิธีตรุษอันป็นวิถีปฏิบัติของลัทธิตนเข้ามาด้วย ทำให้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนกระทั่งกลายเป็นงานนักขัตฤกษ์ใหญ่ มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๔ และวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองของตน

ส่วน ในประเทศไทย มีปรากฎในตำนานนางนพมาศหรือตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า วันตรุษไทย มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยพระมหากษัตริย์ผู้ครองประเทศในครั้งนั้นทรงรับเอาประเพณีวันตรุษ มาเป็นพระราชพิธี และทรงทำบุญบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการประจำ เรียกว่า “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” คือ ทำบุญวันสิ้นปีหรือทำบุญส่งปีเก่า โดยกษัตริย์จะนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาในพระราชวัง ๓ วัน เพื่อทำการเจริญพระพุทธมนต์ และเมื่อสวดเจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว จะมีการยิงปืนไปทั่วพระนคร เหมือนกับไล่ผีไล่ปีศาจ ไล่สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายให้หมดไปกับปีเก่า

หลัง จากนั้น ประเพณีวันตรุษไทยหรือพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ก็กระทำสืบต่อกันมา จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางราชการก็ได้มีการสั่งให้ยกเลิกประเพณีพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ หรือพิธีวันตรุษไทยของหลวง โดยให้ยกเอาไปรวมกับพิธีสงกรานต์ เรียกรวมกันว่า พระราชพิธีตรุษสงกรานต์ แต่ในส่วนของชาวบ้านก็ยังมีการประกอบพิธีวันตรุษไทยกันอยู่อย่างเดิม และยังทำอยู่ทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ

อย่างไรก็ดี สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยถึงการเข้ามาของประเพณีวันตรุษ ว่า

(๑) อาจได้หนังสือที่เป็นตำรามา ซึ่งเป็นภาษาสิงหฬ และจารึกลงในใบลานด้วยอักษรสิงหฬ แล้วมาแปลออกเป็นภาษาไทยเรา

(๒) อาจมีพระเถระชาวลังกา ซึ่งเป็นที่มีความชำนาญในการพิธีตรุษได้เข้ามาในเมืองไทย แล้วมาบอกเล่า และสอนให้ทำพิธีตรุษกันขึ้น

(๓) อาจมีพระสงฆ์ของไทยได้ไปเห็นชาวลังกาทำพิธีตรุษ และได้มีโอกาสได้ศึกษาทำพิธีตรุษนั้น จนมีความสามารถทำได้ แล้วก็ได้นำเอาตำรานั้นเข้ามาสู่ประเทศไทย

รูปภาพ

• การทำบุญ “วันตรุษไทย”

ใน การทำบุญประเพณีวันตรุษไทย ช่วงกลางวันก็จะมีการทำบุญตักบาตร จัดทำข้าวเหนียวแดงและกาละแม ซึ่งเป็นขนมประจำเทศกาลวันตรุษไทย เพื่อทำบุญอุทิศให้กับญาติผู้อุทิศล่วงลับไปแล้วได้เก็บไว้กิน เพราะเก็บไว้ได้นาน มีการไหว้พระเจดีย์ตามวัดต่างๆ มีการละเล่นสนุกสนานต่างๆ เช่น ร้องเพลงอธิษฐาน เพลงมาลัย เพลงชาวงชัย และเล่นมอญซ่อนผ้า

ขอยกตัวอย่าง ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในสมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเล่นรำวงกันเป็นที่ครึกครื้นของหนุ่มสาว ทำให้เกิดความสามัคคีกันเป็นอย่างดี เมื่อมีกิจการใดๆ ก็จะร่วมมือช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจที่เรียกว่า “ลงแขก” ซึ่งการละเล่นในยามตรุษมีเนื้อเพลงที่ชาวบ้านแต่งร้องรำกันสนุนสนานรื่นเริง ตอนหนึ่งว่า “…ตอนเช้า ทำบุญตักบาตร ทำบุญร่วมญาติ ตักบาตรร่วมญาติ กันเอย ตอนบ่ายเราเริงกีฬา เล่นมอญซ่อนผ้า เล่นสะบ้าเอย…”

และ ยังมีเพลงพื้นเมืองที่ควรจะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพราะสมัยนั้นเป็นเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็มีเพลงที่เกี่ยวกับเสียงปืนที่หนุ่มสาวนำมาคิดประดิษฐ์ร้องกันขึ้นว่า “ครืน ครืน ครืน ได้ยินเสียงปืนกระทุกใจหวัง คิดไปหัวใจ เรายัง คิดถึงความหลังก็ยังเศร้าใจเขต แคว้นในแดนไทยเรา ถูกเขามายื้อแย่งไป คิดขึ้นมาน้ำตาหลั่งไหล คิดขึ้นมา น้ำตาหลั่งไหล ขึ้นชื่อว่าไทยไม่วายเขาลือ”

ส่วนในช่วงกลางคืน วันตรุษไทยจะเป็นการเล่นเข้าทรงลงผีต่างๆ ตามทางสามแพร่ง สี่แพร่ง ก็มีการแขวนข้าวผอกกระบอกน้ำ ด้วยเพราะมีความเชื่อว่าการที่พระสงฆ์สวดบทอาฏานาฏิยสูตร หรือบทสวดภาณยักษ์ เป็นการสวดเพื่อให้ผีตกใจกลัว และผู้ที่มีปืนก็จะยิงปืนสนั่นหวั่นไหวเพื่อเป็นการไล่ผี (คล้ายพิธีหลวง) โดยผู้เฒ่าผู้แก่จะหยิบเอาปูนและขมิ้นวางไว้ข้างที่นอน เพื่อเอาไว้ให้พวกผีญาติผีเรือน ที่ตกใจกลัววิ่งกันชุลมุนล้มลุกคลุกคลาน จะได้หยิบเอาขมิ้นกับปูนนั้นมาทา และยังเชื่ออีกว่าถ้าผู้ใดไม่สวดมงคลสูตร ผีอาจวิ่งมาชนล้มหรือมาหลอกหลอน ทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดการเพ้อคลั่งมีกิริยาต่างๆ ซึ่งก็ถือกันมาจนปัจจุบัน

และ ทั้งหมดนี้คือ ประวัติ ความเป็นมา “วันตรุษไทย” วันที่คนไทยควรรู้และสืบสานเพื่อให้ประเพณีดีๆ วันตรุษไทย ดำรงอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก watyaichaimongkol.net, meeboard.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
panyathai.or.th, watyaichaimongkol.net, meeboard.com, kroobannok.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s